วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทคโนโลยีสมัยใหม่ตอนที่ 3

ทางด่วนข้อมูล
ทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway ) เป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก สำหรับประเทศไทยก็ได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยการวางเส้นใยนำแสงไปตามแนวทางรถไฟ เพื่อใช้ในการสื่อสารทางโทรศัพท์ แต่ก็เป็นการยากที่จะให้ได้รับบริการครบทุกแห่งในประเทศไทย ลักษณะของทางด่วนข้อมูล คือ การสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูง (ข้อมูลในที่นี้หมายรวมถึงภาพและเสียงด้วย)

ระบบรักษาความปลอดภัย
สำหรับระบบคอมพิวเตอร์ควรมีกำลังไฟสำรองที่สามารถทำงานแทนกำลังไฟฟ้าหลักทันทีเมื่อกระแสไฟฟ้าขัดข้อง
สำหรับศูนย์คอมพิวเตอร์นั้นก็จะต้องมีการรักษาความปลอดภัย อย่างเข้มงวด ควรจำกัดสิทะผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้นที่จะสามารถเข้า – ออกได้ เป็นต้น
ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันมีไวรัสที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำลายระบบข้อมูลโดยตรง ดังนั้นจะต้องมีการตรวจสอบโปรแกรมและเตรียมการป้องกันอยู่เสมอ
ข้อมูลจะต้องมีการสำเนาไว้ ไม่ว่าจะบันทึกลงในหน่วยความจำสำรอง หรือ ใช้ระบบสำรองข้อมูล และถ้าข้อมูลมีความสำคัญมากก็จะต้องมีการจัดเก็บไว้ในสถานที่ 2 แห่ง ขึ้นไป
มีการจำกัดสิทธิผู้ใช้ระบบ โดยการกำหนดรหัสผ่านให้พนักงานแต่ละคนในแต่ละระดับ

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต คือ
1. ตรวจสอบดูว่ามีบริการใดให้บ้าง เพราะผู้ให้บริการบางรายให้บริการแต่ WWW แต่ไม่ให้บริการ E – Mail เป็นต้น
2. คู่สายโทรศัพท์มีเพียงพอกับจำนวนผุ้ใช้หรือไม่ มีบริการให้โทรสอบถามเวลามีข้อสงสัยหรือไม่


เทคโนโลยีสมัยใหม่ตอนที่ 2

ลักษณะการทำงานของอินเตอร์เน็ต
มาตรฐานที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ก็คือ โปรโตคอล ซึ่งโปรโตคอลที่เรานิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คือ โปรโตคอลที่ชื่อว่า TCP/IP
TCP/IP คือ ภาษากลางบนอินเตอร์เน็ต ทำให้เครื่องสามารถเข้าใจกันได้ สิ่งที่ช่วยให้เรารู้ที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็คือ ไอพีแอดเดรส (IP Address ) เป็นหมายเลขประจำตัวเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ซึ่งไม่ซ้ำกับเครื่องอื่นในโลกโดยมีจุด (.) เป็นสัญลักษณ์แบ่ง ตัวเลขเป็นชุดจะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 255
ลักษณะการทำงานของอินเตอร์เน็ตก็คือ เราจะต้องทราบที่อยู่ของเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่ออยู่บนอินเตอร์เน็ต จึงจะสามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกันได้ถูกต้อง ตัวอย่าง ไอพีแอดเดรส เช่น 202.44.202
.3

รูปแบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีดังนี้
1. 1. เครื่องคอมพิวเตอร์ CPU Pentium 233 ขึ้นไป
2. 2. หน่วยความจำ (RAM) 64 MB. ขึ้นไป
3. 3. ฮาร์ดดิสก์ความจุ 1.2 GB.ขึ้นไป
4. 4. จอภาพแบบ SVGA
5. 5. โมเด็มความเร็วตั้งแต่ 33.6 Kbps-56 Kbps
6. 6. โทรศัพท์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ 1 คู่สาย

การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
จะใช้สายโทรศัพท์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ของเรา เข้ากับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม (Modem ) วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เพราะสายโทรศัพท์นั้นมีอยู่ทั่วไปและไม่ยุ่งยาก
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสำหรับองค์กรที่มีผู้ใช้จำนวนมาก
จะใช้สาย Lease Line ซึ่งเป็นสายส่งข้อมูลเช่ารายเดือน การโอนย้ายข้อมูลจะมีความเร็วสูงกว่าการใช้โทรศัพท์ การเชื่อมต่อแบบนี้เหมาะสำหรับบริษัทหรือองค์กรที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมาก หรือต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลา เพื่อให้บริการข้อมูลเท่านั้น เพราะค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเชื่อมต่อแบบส่วนบุคคลมาก

เทคโนโลยีสมัยใหม่ตอนที่ 1

ความหมายของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานทั้งทางราชการ และเอกชน ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ มากมายที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

1. ที่มาของอินเตอร์เน็ต
อินเตอร์เน็ตถูกพัฒนาโดยกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 1969 ซึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลเครือข่ายนี้มีชื่อว่า ARPA (Advanced Research Project Agency ) เครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้จึงมีชื่อเรียกว่า อาร์พาเน็ต (ARPANET) เครือข่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อการใช้งานทางด้านการทหาร โปรโตคอลที่ใช้ชื่อว่า DARPA ต่อมา ARPA ได้สร้างมาตรฐานในการเชื่อมต่อขึ้นใหม่ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้จึงได้สร้างโปรโตคอลขึ้นมาใหม่ ซึ่งใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน คือ TCP/IP ( Transmission Control Protocol / Internet Protocol ) และเมื่อปี ค.ศ. 1989 มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อในเครือข่ายมากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า อินเตอร์เน็ต (Internet)

2. อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
การใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยนั้นได้เริ่มเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยลักษณะการเชื่อมต่อนั้นเป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สายโทรศัพท์ติดต่อกันเป็นครั้งคราว และใช้โมเด็มความเร็วเพียง 2,400 บิตต่อวินาทีเท่านั้น ต่อมาปี พ.ศ. 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยสมบูรณ์เป็นครั้งแรก โดยมีความเร็ว 9,600 บิตต่อวินาที
3 ทรัพยากรบนอินเตอร์เน็ต
ทรัพยากรบนอินเตอร์เน็ต คือ สิ่งที่เราสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่งานของเราได้ ทรัพยากรบนอินเตอร์เน็ต ได้แก่
1. เวิลไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW )
2. โกเฟอร์ (Gopher)
3. เทลเน็ต (Telnet)
4. เวย์ส(WAIS } Wide Area Information Sevice )
5. อาร์ชี ( Archie)

4 เว็บบราวเซอร์ (Web Browser )
Web Browser เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเลือกดูเอกสารในระบบอินเตอร์เน็ตที่เป็น WWW ซึ่ง Web Browser นั้นจะต้องเชื่อมต่อไปยัง เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือ โฮสต์ เพื่อเรียกข้อมูลที่ต้องการ

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตอนที่ 2

เครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องมาเชื่อมต่อกันเพื่อวัตถุประสงค์ คือ
- เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกัน
- เพื่อให้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน
- เพื่อใช้ข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน

รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย
การเชื่อมต่อเครือข่ายมีอยู่ด้วยกันหลายลักษณะ แต่ลักษณะที่นิยมใช้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ลักษณะ ได้แก่

1. แบบดาวเทียม
เป็นวิธีการที่นิยมใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเข้ากับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Host Computer ) ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องศูนย์กลาง และต่อสายไปยังคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มินัลตามจุด ต่าง ๆ แต่ละจุดเปรียบได้กับแต่ละแฉกของดาวนั่นเอง ในการต่อแบบนี้ คอมพิวเตอร์แต่ละตัวจะถูก ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางโดยตรง จึงไม่มีปัญหาการแย่ง การใช้การสื่อสารจึงทำให้การตอบสนองที่รวดเร็ว การส่งข้อมูลแต่ละสถานี (เครื่องคอมพิวเตอร์) ก็จะส่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ศูนย์กลางนี้จะเป็นผู้ส่งไปยังสถานีอื่น ๆ การควบคุมการรับ – ส่งภายในระบบทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง ดังนั้นถ้าเครื่องศูนย์กลางมีปัญหาขัดข้องก็จะทำให้ระบบทั้งระบบต้องหยุดชะงักทันที

2.แบบวงแหวน (Ring Network )
เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ระหว่างจุดโดยต่อเป็นวงแหวน ซึ่งคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางก็จะรวมอยู่ด้วย การทำงานแต่ละเครื่องจะทำงานของตนเองและการเชื่อมโยงจะทำให้มีการแบ่งงานกันทำและการใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน การส่งข้อมูลจะส่งผ่านไปตามสายวงแหวนดดยกำหนดแอดเดรสของปลายทางเอาไว้เพื่อให้ทราบว่าต้องการส่งไปยังเครื่องใด ซึ่งข้อมูลที่ส่งผ่าน ๆ ทุกจุดในวงแหวน ซึ่งหากมีปัญหาขัดข้องที่สถานีใดก็จะทำให้ทั้งระบบไม่สามารถติดต่อกันได้ เครือข่ายแบบนี้มักใช้เครื่องมินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์

3.แบบบัส (Bus Network )
มีลักษณะคล้ายวงแหวน แต่ไม่ต่อเป็นวงกลม มีสายสื่อสาร 1 สาย โดยแต่ละสถานีจะถูกต่อเข้ากับสายโดยไม่มีตัวใดเป็นตัวควบคุม การส่งข้อมูลระหว่าง 2 สถานี จะทำผ่านทางสายหรือบัสนี้ การต่อแบบนี้ไม่มีตัวศูนย์กลางควบคุม ดังนั้นถ้าหลาย ๆ สถานีต้องการส่งข้อมูล ในเวลาเดียวกันก็จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลได้ วิธีแก้ก็คือ จะต้องรอจนกว่าสายจะว่าง แล้วจึงส่งใหม่ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

แบบผสม (Hybrid Network)
เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบต่าง ๆ หลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน คือ จะมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ย่อย ๆ หลาย ๆ เครือข่ายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน

การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตอนที่ 1

ความหมายของการสื่อสาร
การสื่อสารข้อมูล ( Data Communications ) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยผ่านทางช่องสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันวิธีการส่งข้อมูลนี้ จะแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณหรือรหัสเสียก่อนแล้วจึงส่งไปยังผู้รับ และเมื่อถึงปลายทางหรือผู้รับก็จะต้องมีการแปลงสัญญาณนั้นกลับมาให้อยู่ในรูปที่มนุษย์สามารถที่จะเข้าใจได้ ในระหว่างการส่งอาจจะมีอุปสรรคที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งรบกวน (Noise) จากภายนอกทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหายหรือผิดเพี้ยนไปได้ ซึ่งระยะทางก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเพราะถ้าระยะทางในการส่งยิ่งมากก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งรบกวนได้มากเช่นกัน ส่วนประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล ได้แก่
1. ตัวส่งข้อมูล
2. ช่องทางการส่งสัญญาณ
3. ตัวรับข้อมูล

การสื่อสารข้อมูลในระดับเครือข่าย
มาตรฐานกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย คือ มาตรฐาน OSI (Open System Interconnection Model ) ซึ่งทำให้ทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและใช้งานในเครือข่ายได้

การส่งสัญญาณข้อมูล
การส่งสัญญาณข้อมูล หมายถึง การส่งข้อมูลจากเครื่องส่งหรือผู้ส่ง ผ่านสื่อกลางไปยังเครื่องรับส่งหรือผู้รับ สัญญาณที่ใช้ส่งได้แก่ สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณเสียง หรือแสงก็ได้










องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ตอนที่ 2

กลุ่มนักคอมพิวเตอร์
เป็นกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ในงานคอมพิวเตอร์ ซึ่ง ประกอบด้วย
ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ( Director Computer Manager : EDP ) เป็นผู้ที่มีหน้าที่ จัดโครงการและวางแผนงานภายในหน่วยงาน
นักวิเคราะห์ระบบ ( System Analyst : SA )
มีหน้าที่วิเคราะห์เกี่ยวกับการออกแบบระบบงาน ตามความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด โดยนักวิเคราะห์ระบบงานนี้จะเป็นผู้ส่งงานต่อให้โปรแกรมเมอร์เพื่อเขียนต่อโปรแกรมต่อไป
โปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรม
มีหน้าที่เขียนโปรแกรมตามที่ นักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้
ผู้ควบคุมเครื่อง (Operator)
ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์บ้างพอสมควร
พนังงานจัดเตรียมข้อมูล
ทำหน้าที่เตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้งานต่อไปได้ เช่น การคีย์ข้อมูลลงแผ่นดิสก์

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ตอนที่ 1

ฮาร์ดแวร์ ( Hardware )
ฮาร์ดแวร์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการทำงานที่ประสานกันและเกิดการประมวลผล เราสามารถแบ่งออกตามหน้าที่การทำงานไดเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. หน่วยประมวลผลกลาง ( Central Processing Unit : CPU )เป็นฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นหัวใจของการทำงาน เพราะซีพียูจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยรับคำสั่งหรือข้อมูลมาทำการประมวลผลแล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้ไปยังหน่วยแสดงผล เช่น จอภาพ หรือเครื่องพิมพ์

2.หน่วยความจำ ( Memory )
หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ รับส่งสัญญาณไฟฟ้าซึ่งจะมีสภาพเป็น เปิดและปิดโดยใช้รหัสเลขฐานสอง คือ เลข 0 และ 1 ซึ่งแต่ละตัวเรียกว่า บิต ( Binary Digit : Bit ) โดยที่อักษร 1 ตัวจะเกิดจากเลขฐานสอง 8 บิต ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ไบต์ ( Byte )

3. อุปกรณ์รับเข้า (Input Device ) ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์

4. อุปกรณ์ส่งออก (Output Device )ทำหน้าที่ แสดงผลจากการประมวลผลข้อมูล ตัวอย่าง เพิ่มเติมของอุปกรณ์ส่งออก

ซอฟต์แวร์ระบบคือ โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมการปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ระบบปฏิบัติการ ( Operating System ) ซึ่งระบบปฏิบัติการนี้ก็จะไปควบคุมกาทำงานของฮาร์ดแวร์รวมถึงการจัดสรรอุปกรณ์และทรัพยากรต่าง ๆ ภายในระบบให้ประสานกัน เช่น การจัดสรรพื้นที่การใช้หน่วยความจำหรือลำดับการพิมพ์ผลของเครื่องพิมพ์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซอฟต์แวร์ประยุกต์คือ โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่าง หรือเฉพาะด้าน เช่น ด้านการคำนวณ ด้านการจัดทำเอกสาร ด้านการจัดการฐานข้อมูล หรือการทำงานภายในโรงเรียน
ซอฟต์แวร์ทั่วไป หรือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ ( Software Packages )
ซอฟต์แวร์ชนิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นในการทำงานใด ๆ เจาะจงมากนัก แต่ผู้ใช้จะต้องนำไปประยุกต์หรือปรับตามการทำงานของตนเอง หรือนำไปพัฒนาเพื่อสร้างชิ้นงาน ราคาจึงไม่สูงมากนัก ตัวอย่างซอฟต์แวร์สำเร็จได้

ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง
ใช้สำหรับงานจำเพาะเจาะจง เช่น โปรแกรมบัญชี โปรแกรมสต๊อก เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประเภทนี้มักราคาสูงเพราะต้องพัฒนาโดยบริษัทที่ผลิตซอฟต์แวร์โดยตรง ส่วนใหญ่ผู้ใช้จะเป็นองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีความต้องการซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้ครบถ้วนตรงตามลักษณะของ องค์กรนั้น ๆ

คอมพิวเตอร์ตอนที่ 3

ระบบสื่อประสม Multimedia)
ระบบสื่อประสม คือเป็นการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแสดงได้หลาย ๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหว และเสียง ซึ่งจะเป็นการรวมเอาวิชาการหลาย ๆ สาขามาประยุกต์เข้าด้วยกัน ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ในงานด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ซึ่งเราเรียกว่า การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน(Computer Assisted Instruction:CAI) ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคลโดยจะมีการโต้ตอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงผลให้ผู้เรียนเห็นผ่านทางจอภาพที่สำคัญเทคโนโลยีนี้สามารถใช้สื่อประสมหลาย ๆ ชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหวหรือเสียง สื่อการเรียนรูปแบบนี้จึงสามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนเพราะสามารถทราบระดับความสามารถของตนได้ทันที

คอมพิวเตอร์ตอนที่ 2

ประเภทของคอมพิวเตอร์
1. อนาล็อกคอมพิวเตอร์ (Analog computer)
จะมีลักษณะเป็นวงจอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนให้ทำหน้าที่เป็นตัวกระทำและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยจะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคำนวณ การรับข้อมูลจะรับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่องกันโดยรับจากแหล่งที่เกิดโดยตรงแล้วแสดงผลลัพธ์ออกมาทางจอภาพ ตัวอย่างของเครื่องชนิดนี้มักพบได้ในงานคำนวณทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม เช่น เครื่องที่ใช้วัดปริมาณทางฟิสิกส์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมาในรูปของกราฟ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ตรวจคลื่นของหัวใจ เป็นต้น
2. ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer)
หลักการคำนวณจะเป็นแบบลูกคิดหรือหลักการนับ และทำงานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคำนวณจะแปลงเลขฐานสิบก่อนแล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองแล้วให้ผลลัพธ์ออกมาในรูปของตัวเลข ซึ่งคอมพิวเตอร์จะแปลงเป็นเลขฐานสิบเพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้เข้าใจง่าย นอกจากนี้ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความแม่นยำกว่าอนาล็อกคอมพิวเตอร์ ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ จึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน
ข้อจำกัดของดิจิตอลคอมพิวเตอร์ คือต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “สื่อข้อมูล” ในการบันทึกข้อมูลแต่อนาล็อกคอมพิวเตอร์สามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล
3. ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer)
เป็นการนำอนาล็อกคอมพิวเตอร์และดิจิตอลคอมพิวเตอร์มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถทำงานเฉพาะอย่างได้ดียิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์ตอนที่1

ความหมายของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์(COMPUTER) ตามคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จะหมายถึงเครื่องคำนวณ ซึ่งอาจจะหมายถึง เครื่องคำนวณที่เป็นเครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องที่เป็นกลไกก็สามารถจัดเป็นคอมพิวเตอร์ได้ทั้งสิ้น ส่วนความหมายของคอมพิวเตอร์จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์”
สรุปได้ว่า คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการคำนวณผลในรูปแบบหนึ่ง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศตอนที่ 2

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ
1.ฮาร์ดแวร์(Hardware) คือเครื่องคอมพิวเตอร์และหน่วยประมวลผลต่าง ๆ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ
2. ซอฟแวร์ (Software) คือโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงานตามที่ต้องการ ซอฟแวร์แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
ซอฟแวร์ระบบ เป็นโปรแกรม ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมการปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “ระบบปฏิบัติการ (Oparating System) “ ซึ่งระบบปฏิบัติการนี้จะไปควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์
รวมถึงการจัดสรรอุปกรณ์และทรัพยากรต่าง ๆ ภายในระบบให้ประสานกัน
- ซอฟแวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อการทำงานเฉพาะอย่างหรือเฉพาะด้าน เช่นด้านการคำนวณ ด้านการจัดทำเอกสาร เป็นต้น
ปัจจุบันซอฟแวร์ได้มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นมา และสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป เพราะมีราคาไม่สูงมากนัก แต่หากเป็นองค์กรใหญ่ ๆ แล้วซอฟแวร์ที่มีขายตามท้องตลาด ก็อาจจะทำงานได้ไม่ตรงกับลักษณะงานขององค์กรนั้น ๆ ก็อาจจะต้องจัดซื้อจากบริษัทที่ผลิตซอฟแวร์โดยตรง ซึ่งก็จะมีราคาแพง
3. ข้อมูล (Data) คือข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ ข้อมูลมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะใช้เป็นเครื่องช่วยในการวางแผนงานการบริหารจัดการ ถ้าข้อมูลไม่ดีก็จะก่อผลเสียต่อองค์อย่างยิ่ง ดังนั้นข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีความเที่ยงตรง สามารถเชื่อถือได้ มีความเป็นปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้และมีความสมบูรณ์ชัดเจน
4. บุคลากร (People) ในที่นี้หมายรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ พนักงานคอมพิวเตอร์ ผู้ควบคุมระบบโปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบจนถึงผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ
5. ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) จะต้องมีการวางแผนให้การทำงานเป็นไปตามลำดับขั้นตอนและต่อเนื่องสัมพันธ์กันทั้งบุคลากรและเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีความถูกต้องสมบูรณ์

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศตอนที่ 1

ระบบสารสนเทศระดับบุคคลเป็นระดับที่ช่วยให้แต่ละบุคคล สามารถทำงานในหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จเป็นเครื่องช่วยในการทำงาน โดยที่พนักงานจะต้องเลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมกับหน้าที่ของตน ซึ่งในปัจจุบันโปรแกรมก็ได้พัฒนาให้มีความเหมาะสมกับงานเฉพาะด้านมากขึ้น เช่น โปรแกรมการจัดการฐานข้อมูล (Database) โปรแกรมประมวลคำ (Word Processing) โปรแกรมจัดทำและตกแต่งรูปภาพ เป็นต้น

เทคโนโลยีสารสนเทศตอนที่ 2

เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบต่าง ๆ
1. เทคโนโลยีระบบสารสนเทศ
จะมีความสามารถในด้านการจัดการสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นบันทึกการแก้ไข การจัดทำรายงาน งานบัญชี งานลงทะเบียน ซึ่งแล้แต่ระบบที่องค์กรนั้น ๆ ใช้ ซึ่งการใช้เทคโนโลยีระบบสารสนเทศนี้จะทำให้องค์กรได้รับความสะดวกในการทำงานหรืออาจใช้เป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจด้วยก็ได้

2. เทคโนโลยีระบบเครือข่าย
เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เริ่มใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะได้รับความสะดวก และมีประโหลายประการด้วยกัน เช่น
สามารถติดต่อถึงกันได้ด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail)
การจัดเก็บข้อมูลที่รวบรวมไว้ที่เดียว ผู้ที่อยู่ห่างไกลก็สามารถดึงข้อมูลนั้นไปได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง
องค์กรสามารถประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ เพราะระบบเครือข่ายเป็นระบบที่สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้
สามารถทำงานร่วมกันได้ หรือทำงานโดยใช้เอกสารชุดเดียวกัน

3. เทคโนโลยีสำนักงานอัตโนมัติ
เป็นการนำระบบเครือข่ายมาใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน ทำให้
พนักงานสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail)
การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารหรืองานพิมพ์ต่าง ๆ สามารถที่จะบันทึกไว้เป็นแฟ้ม อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ง่ายต่อการปรับปรุงให้ดีขึ้น
การออกแบบต่าง ๆ มีโปรแกรม ที่ช่วยในการออกแบบและมีการใช้งานที่ง่ายขึ้น

เทคโนโลยีสารสนเทศตอนที่ 1

เทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น
การศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้การค้นคว้าหาข้อมูลทางด้านการศึกษาง่ายขึ้นและกว้างขวางไร้ขีดจำกัด ผู้เรียนมีความสะดวกมากขึ้นในการค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ
การดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้มีความคล่องตัวและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็สามารถทำได้หลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันหรือใช้เวลาน้อยลงเป็นต้น
การดำเนินธุรกิจ จะทำให้มีการแข่งขันกันระหว่างธุรกิจมากขึ้นทำให้ต้องมีการพัฒนาองค์กรเพื่อให้ทันกับข้อมูลข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ส่งประโยชน์ให้ประเทศชาติมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
อัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการติดต่อสื่อสารที่เจริญก้าวหน้าและทันสมัยในปัจจุบัน จึงทำให้โลกของเราเป็นโลกไร้พรมแดน

การจัดการข้อมูลแะสารสนเทศตอนที่ 2

ประโยชน์ของการจัดข้อมูล
1. สามารถค้นข้อมูล/สารสนเทศที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลและทำการปรับปรุง (Update) ข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา
2. สามารถประมวลผลชุดคำสั่งที่เก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลได้
3. สามารถสร้าง ตั้งชื่อและเก็บแฟ้มข้อมูลเมื่อไม่มีความจำเป็นในการใช้งานแล้ว
4. สามารถสร้างสำเนา ย้ายและลบแฟ้มข้อมูลเมื่อไม่มีความจำเป็นในการใช้งานแล้ว
5. สามารถทำการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
6. สามารถรับแฟ้มข้อมูลจากโปรแกรมอื่นเข้ามาสู่แฟ้มข้อมูลเพื่อการใช้งานร่วมกันได้

การจัดการข้อมูลแะสารสนเทศตอนที่ 1

โครงสร้างของการจัดข้อมูล
โครงสร้างของข้อมูล จะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
1. อักขระ (Character)
ซึ่งเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์พิเศษ อักขระนี้เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล ซึ่งมักจะไม่มีความหมายเพราะเป็นเพียงหน่วยย่อย ๆ เท่านั้นเอง
2. เขตข้อมูล (Field)
เป็นหน่วยข้อมูลที่กำหนดขึ้นมาแทนความหมายใดความหมายหนึ่ง เขตข้อมูลจะเกิดจากการนำอักขระที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้าด้วยกัน เช่น ชื่อ นามสกุล ก็ทำให้ทราบได้ว่าเป็นบุคคลใด
3. ระเบียนข้อมูล (Record)
เกิดจากการนำเอาเขตข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ชื่อ-นามสกุล ของนักเรียนกับคะแนนจากการสอบ
4. แฟ้มข้อมูล (File)
เกิดจากการรวมระเบียนหลาย ๆ ระเบียนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าด้วยกัน เช่น แฟ้มข้อมูลของนักเรียนชั้น ม.4/1 ก็จะรวบรวมข้อมูลของนักเรียนเฉพาะ ม.4/1 เท่านั้น

ข้อมูลและสารสนเทศตอนที่ 3

การดูแลรักษา
ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการสำเนาข้อมูล แม้ว่าจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บรักษาข้อมูลแต่การทำสำเนาข้อมูลก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะข้อมูลจัดเก็บไว้อาจเสียหายโดยที่เราไม่คาดคิด การเก็บรักษาข้อมูลควรเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัยหรือเลือกใช้สื่อบันทึกที่มีคุณภาพไม่เสื่อมอายุง่าย

ข้อมูลและสารสนเทศตอนที่ 2

การรวบรวมข้อมูล
ในขั้นตอนนี้หมายถึงการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เบื้องต้น แล้วนำข้อมูลที่ได้มาจัดเก็บอย่างมีระบบ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับคุณสมบัติของข้อมูลที่ดีนั่นเอง แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้ามากทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลของพนักงานในบริษัท ในปัจจุบันก็จะมีเทคโนโลยีในการสแกนลายนิ้วมือ รูปร่างหน้าตา เข้าเก็บยังฐานข้อมูล ทำให้การเก็บข้อมูลของพนักงานสะดวกขึ้นมาก เพราะหากจะใช้พนักงานป้อนลงเครื่องคอมพิวเตอร์เหมือนแต่ก่อนซึ่งในบางบริษัทนั้นเป็นองค์กรขนาดใหญ่ก็อาจจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ง่าย อย่างเช่น พนักงานอาจจะมีชื่อซ้ำกันหรือป้อนข้อมูลซ้ำกันทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อน เป็นต้น

ข้อมูลและสารสนเทศตอนที่ 1

ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การเก็บรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อความ ตัวเลข ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่อง ตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชื่อนักเรียน เพศ เป็นต้น
สารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธ์ของข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ตัวอย่างของสารสนเทศ เช่นการนำคะแนนสอบมาตัดเกรด เกรดที่ได้คือสารสนเทศ ซึ่งสามารถนำไปช่วยในการตัดสินบางสิ่งบางอย่างได้ เป็นต้น สารสนเทศที่ดีจะต้องเกิดจากข้อมูลที่ดี
เช่นกัน

ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศตอนที่ 3

ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่าง
1. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา
จากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาผลิตสื่อการเรียนการสอนที่เรียกว่า CAI ทำให้เกิดปัญหาที่เห็นได้ขัดเจน เช่น
- ครูกับนักเรียนจะขาดความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกัน เพราะนักเรียนสามารถที่จะเรียนได้จากโปรแกรมแกรมสำเร็จรูป ทำให้ความสำคัญของครูและโรงเรียนลดน้อยลง
- นักเรียนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถที่จะใช้สื่อประเภทนี้ได้ ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างนักเรียนที่มีฐานะดีและยากจน ทำให้เห็นว่าผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ ก็ย่อมที่จะมีโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมดีกว่าด้วย

2. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสิ่งแวดล้อม
- เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์นำเทคโนโลยีทางด้าน IT ไปพัฒนาอย่างผิดวิธีและนำไปใช้ในทางที่ผิด เพราะมุ่งเพียงแต่จะก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้น

3. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสังคม
- ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานของแรงงานเพราะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์อีกต่อไป
- การปรับตัวเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของพนักงานที่มีอายุมากหรือมีความรู้น้อย ก็จะทำให้พวกเขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากต้องมีความรู้จึงจะเข้าใจได้
- สมาชิกในสังคมมีการดำเนินชีวิตที่เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ความสัมพันธ์กันภายในสังคม เพราะต่างมีชีวิตที่ต้องรีบเร่งและดิ้นรน
4. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ
- มนุษย์สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น เพราะมีบัตรเครดิตทำให้ไม่ต้องพกเงินสด หากต้องการอะไรที่ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าก็สามารถซื้อได้ทันที เพียงแต่มีบัตรเครดิตเท่านั้นทำให้อัตราการเป็นหนี้สูงขึ้น
- การแข่งขันกันทางธุรกิจสูงมากขึ้นเพราะต่างก็มุ่งหวังผลกำไรซึ่ก็เกิดผลดีคืออัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้น แต่ผลกระทบก็เกิดตามมาคือ บางครั้งก็มุ่งแต่แข่งขันกันจนลืมความมีมนุษยธรรมหรือความมีน้ำใจไป
5. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต
- เมื่อการดำเนินชีวิตจากเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา ก็อาจจะทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ไม่ว่าจะในหน้าที่การงานหรือการดำเนินชีวิตประจำวันก็ตาม
- พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะพวกเกมคอมพิวเตอร์ทำให้เยาวชนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบต่อสู้ การใช้กำลัง เป็นต้น
- นักธุรกิจก็ต้องทำงานแข่งกับเวลา ไม่มีเวลาได้พักผ่อนก็ก่อให้เกิดความเครียด สุขภาพจิตก็เสียตามมาด้วย

ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศตอนที่2

แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศ
องค์กรต่าง ๆ จะมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น เช่นองค์กรของรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน อุตสาหกรรม และธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกจะมีความหลากหลายทำให้ความพิวเตอร์จะมีการใช้งานที่ง่ายขึ้น มีการพัฒนาโปรแกรมที่ทำงานเฉพาะด้าน ต่าง ๆ ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบในเครื่องเดียว คือจะมีความเป็น Multimedia มากขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานก็จะมีการประมวลผลที่เร็วขึ้นและในทางกลับกันก็จะมีขนาดเล็กลงด้วย แม้แต่การติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ทำได้ง่ายดังที่หลาย ๆคนมักจะพูดว่า “โลกเราแคบลงทุก ๆ วัน” นั่นก็เป็นเพราะเรามีการใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ มาอำนวยความสะดวกมากขึ้น การติดต่อสื่อสารสามารถทำได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว สิ่งที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องคำนึงถึงในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ก็คือ
1 ) ความจำเป็น อย่างเช่น ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีบุคลากรภายในองค์กรไม่มาก การใช้เทคโนโลยีสนเทศก็อาจจะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณและค่าใช้จ่ายมากกว่าที่จะใช้แรงงานจากมนุษย์ก็เป็นได้
2) การพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งการพัฒนาของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีมาใช้จึงต้องคำนึงถึงอนาคตด้วยว่า แนวโน้มการพัฒนาของเทคโนโลยีต่อไปจะเป็นอย่างไร องค์กรจะต้องใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคตด้วย
3) การบริหารจัดการ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับรูปแบบขององค์กร ความได้เปรียบเสียเปรียบทางด้านการตลาดเป็นต้น

ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ ตอนที่1

1.1 เทคโนโลยีหมายถึง (Technology)
หมายถึง การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์เข้าด้วยกันเพื่อให้สิ่งต่าง ๆ มีประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เช่น ชิบ(Chip) ที่ถูกสร้างมาจากทรายและซิลิกอนและนำผ่านกรรมวิธีพิเศษจนเป็นอุปกรณืที่มีราคาสูงและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมาก
1.2 เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology)
หมายถึง เทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลประมวลผลสารสนเทศทำให้สารสนเทศนั้นมีประโยชน์และสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้น
1.3 ประโยชน์ของผู้มีความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
1. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้สะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
2. ตามทันกับสภาพสังคมที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคาดการณ์แนวโน้มการใช้อนาคตได้
3. มีความรู้สามารถที่จะเลือกซื้อ หรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ได้เหมาะสมกับงานและความต้องการของตนเอง
4. เป็นผู้มีความรู้ทันข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันเสมอ
5. เป็นผู้มีความรู้กว้างขวางในหลากหลายสาขาและได้รับความรู้รอบตัวมากขึ้น